จะมีคนกะเรนนีที่ไม่เคยพลัดถิ่นฐานเลยบ้างไหม บทความพิเศษ โดย มอ

จะมีคนกะเรนนีที่ไม่เคยพลัดถิ่นฐานเลยบ้างไหม บทความพิเศษ โดย มอ

| | Share

2 กรกฎาคม ฉันกำลังยุ่งอยู่กับการตั้งเต็นท์ใหม่ให้กับผู้พลัดถิ่นกะเรนนีที่เพิ่งเข้ามาถึงค่าย ครอบครัวของฉันก็เพิ่งมาถึงเหมือนกัน ชาวบ้านพากันเดินทางเข้ามาเรื่อย ๆ ส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิง คนแก่ และเด็ก ส่วนผู้ชายของครอบครัวและคนหนุ่มสาวอีกจำนวนหนึ่งยังคงแอบอยู่เพื่อดูแลบ้านและสัตว์เลี้ยง บางคนก็สู้อยู่แนวหน้าเพื่อป้องกันไม่ให้ทหารพม่ารุกเข้ามาพบเจอชาวบ้านและบีบบังคับให้พวกเขาต้องกลับไปอยู่ในหมู่บ้าน ไม่มีใครอยากกลับไปหรอก การหลบอยู่ในป่านั้นขาดทั้งอาหาร ยา และแม้แต่น้ำสะอาดก็จริง แต่ชาวบ้านก็รู้ว่า คนที่กลับไปอยู่ในมือทหารพม่าหลายคนถูกทำร้ายทารุณ มีผู้หญิงที่ถูกข่มขืน และมีคนที่ถูกจับไปสอบสวนถูกส่งกลับบ้านมาในสภาพไร้ชีวิต

“แถวนอกเมืองเลวร้ายยิ่งกว่าในเมือง ทหารพม่าเดินเท้าเข้ามาเต็มไปหมด บนถนนที่เราหนีกันมา เราเจอแต่ศพ บางคนเหลือแต่กระดูกแล้ว ดูไม่ออกด้วยซ้ำว่าเป็นใคร เราไม่กล้าอยู่ที่นั่นแล้ว” ชาวบ้านจับกลุ่มคุยกันและเล่าให้ฉันฟัง
ฉันเห็นครอบครัวหนึ่งอุ้มเด็กชายเด็กหญิงเข้ามา เด็กสองคนนี้ปวดท้องจนเดินไม่ไหว ระหว่างการเดินทางในป่า อาหารที่เตรียมมามักหมดไปหลายวันก่อนจะมาถึงที่หมาย น้ำสะอาดหาได้ยากมากเพราะพวกเขาจะไปหาน้ำกินอย่างเปิดเผยไม่ได้ หุงต้มให้เห็นควันไฟก็เป็นการเสี่ยงอย่างมาก เด็ก ๆ ที่มาถึงต่างมอมแมมและมีผื่นแพ้จากแมลงต่อยหรือยุงกัด หลายคน รวมถึงคนแก่ ก็ดูเหมือนจะเป็นโรคผิวหนังบางอย่างจากสภาพความเป็นอยู่ตลอดการเดินทางที่การรักษาความสะอาดไม่ใช่เรื่องจำเป็นเท่ากับการเอาชีวิตรอด
“เราหนีมาถึงที่ปลอดภัย แต่ใจก็คิดถึงแต่บ้าน” หญิงรุ่นราวคราวแม่เล่าให้ฉันฟัง “เราเป็นห่วงผู้คนที่เราทิ้งไว้ข้างหลัง แต่เมื่อทหารพม่ารู้แล้วว่าพวกเราหลบอยู่ที่ไหนและเรียกให้พวกเรากลับไป ชาวบ้านก็ประชุมกันแล้วสรุปว่า มีหนทางเดียวที่จะหนีความโหดร้ายนี้ให้พ้น นั่นคือต้องมาที่ชายแดน แต่ผู้ชายหลายคนจะต้องยังอยู่ข้างในเพื่อดูแลบ้าน ผัวของฉันก็ยังอยู่ข้างใน”
น้องชายของฉันเดินทางมากับเพื่อน ๆ ติดตามทหารกะเรนนีมา พวกเขาไม่ต้องการอยู่กับชุมชนหรือครอบครัว เพราะเกรงว่าตัวเป็นเป้าล่อทหารพม่าและทำให้ทุกคนตกอยู่ในอันตรายกันหมด “อันที่จริงพวกเราก็ไม่ได้อยู่ในหมู่บ้านกันตั้งแต่ทหารพม่ายิงปืนใหญ่เข้ามาเมื่อเดือนก่อนแล้ว” เขาบอกฉัน “ทุกคนหลบอยู่ในป่ากัน แต่สายของทหารพม่ามีอยู่ทุกหนทุกแห่ง ทุกคนเครียดกันไปหมด เราไม่กล้าไว้ใจใคร เราไม่รู้สึกปลอดภัย และไม่อยากให้คนที่หลบอยู่กับเราพลอยเสี่ยงไปด้วย ถ้าทหารพม่าจับเราได้ พวกเขาจะต้องถูกจับไปด้วย พวกเราบางคนมีชื่ออยู่ในหมายจับเรียบร้อยแล้ว แต่ละคนมีความผิดตามมาตรา 505 ของกฎหมายอาญา เพราะต่อต้านคณะรัฐประหาร”
ตั้งแต่รัฐประหาร สายข่าวของกองทัพพม่ากระจายไปทั่วทุกตำบลมากกว่าเมื่อก่อน คนเหล่านี้มีหน้าที่คอยจับตามองชาวบ้าน และไม่เพียงแต่จะคอยส่งชื่อผู้ต่อต้านให้กับหัวหน้าของพวกเขาเท่านั้น พวกเขายังอาจแกล้งส่งข้อมูลใครก็ตามที่ตัวไม่ชอบไปให้ทหารอีกด้วย แล้วไม่นานนัก พวกเขาก็จะพาทหารพม่ามาถึงหน้าบ้านของผู้ต่อต้านอย่างกระทันหันจนหมดหนทางหนี คนกะเรนนีตกอยู่ในอันตรายทุกเวลาและสถานที่ ทั้งกลางวันและกลางคืน ไม่ว่าจะอยู่ในบ้านตัวเองหรืออยู่นอกบ้าน
“ผมคิดถึงพ่อ คิดถึงบ้าน คิดถึงเพื่อน คิดถึงที่นาของเรา และคิดถึงป่าเขาที่นั่น” เด็กหนุ่มวัยมัธยมบอกกับฉัน “ไม่น่าเชื่อว่า พม่าอยู่ในภาวะสงครามอีกแล้ว คนกะเรนนีอย่างเราหนีมาตลอด อพยพพลัดถิ่นฐานไม่เคยจบสิ้น ผมหนีมาตั้งแต่ผมยังอยู่ในท้องแม่ด้วยซ้ำไป ถึงตอนนี้ผมก็ต้องวิ่งหนีด้วยขาของผมเอง”
บางทีฉันก็รู้สึกว่าโลกนี้โหดร้ายเกินไป เวลาบ่ายแบบนี้ เป็นเวลาที่เด็ก ๆ ควรจะได้เรียนหนังสือ หรือเล่นในสนามเด็กเล่น และเด็กอนุบาลก็คงจะได้นอนหลับบนเบาะอุ่น ๆ แต่ตอนนี้ทุกอย่างกลับตาลปัตรไปหมด ฉันรู้สึกว่าอนาคตของคนกะเรนนีช่างมืดมน ความหวังและความฝันดูเลือนลางไปหมด สิ่งที่เป็นอยู่เฉพาะหน้าก็คือความพยายามจะเอาชีวิตรอดและต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากคนกะเรนนีที่ไปประเทศที่สามบ้าง เพื่อนคนไทยบ้าง หรือกลุ่มอิสระอื่น ๆ บ้าง
“เรารู้สึกเหมือนกับคนไม่มีอนาคต” เด็กหนุ่มเปรย “จากที่มีความฝันความตั้งใจ ตอนนี้ ผมกลายเป็นคนบ้านแตก ต้องพลัดถิ่น จะเป็นผู้ลี้ภัยในไทยก็ไม่ใช่ จะทำมาหาเลี้ยงตัวเองก็ไม่ได้ ต้องมาอยู่รอรับความช่วยเหลืออยู่แบบนี้”
ฉันเชื่อว่าคนหนุ่มสาวที่หนีพ้นเงื้อมมือของกองทัพพม่ามาที่นี่ได้ไม่ได้ยอมแพ้ การอพยพลี้ภัยเป็นเรื่องจำเป็นชั่วคราว เราต่างต้องการยืนด้วยลำแข้งของเราเอง และต้องการจะอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีเหมือนมนุษย์คนหนึ่ง เราเพียงแต่หวังว่ารัฐบาลไทยจะอนุญาตให้ความช่วยเหลือเดินทางมาถึงเรา และในยามจำเป็นก็เปิดทางให้เราได้เข้าไปหลบภัยในประเทศไทยบ้างเท่านั้น ที่สำคัญก็คือ เราหวังว่า สหประชาชาติกับนานาชาติทุกฝ่ายจะมองเห็นความตั้งใจในการต่อสู้ของพวกเรา และช่วยกันกดดันกองทัพพม่าให้หยุดทำร้ายประชาชนทุกหนแห่งและทุกชาติพันธุ์ได้แล้ว
13 ก.ค. 2564
** ติดต่อสอบถามส่งมอบความช่วยเหลือแก่ผู้พลัดถิ่นกะเรนนีได้ทาง inbox
** ผู้ลี้ภัยและพื้นที่ผู้พลัดถิ่นกะเรนนี โดย เพื่อนไร้พรมแดนและคนกะเรนนี

Related