บันทึกของหญิงสาวกะเรนนี

บันทึกของหญิงสาวกะเรนนี

| | Share

บันทึกของหญิงสาวกะเรนนี

มันเป็นวันที่ฝนตกหนักอย่างน่าขมขื่น ใช่ จริง ๆ แล้วคำว่าขมขื่นก็ยังไม่สามารถอธิบายความรู้สึกของฉันในวันนั้นได้ด้วยซ้ำ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการได้เห็นชาวบ้านมากมายต้องกลายเป็นคนพลัดถิ่นและพากันอพยพมาอยู่ในพื้นที่แห่งนี้ พวกเขาระหกระเหินมาหาที่หลบภัยใหม่ใกล้ชายแดนไทย แต่ละคนบ้านแตกสาแหรกขาด สมาชิกครอบครัวและเพื่อนฝูงสูญหายไประหว่างทางเดินดอยหลายสิบกิโลจากภาคตะวันตกของรัฐกะเรนนี ไม่มีเวลาจะตามหาใคร ทุกอย่างยากแค้นกว่าเมื่อก่อน

ลุงป้าที่ฉันคุยด้วยเล่าให้ฟังว่า เมื่อแปดปีก่อน พวกเขาเคยอพยพไปหลบอยู่ในเขตชายแดนรัฐฉาน เมื่อคิดว่าทุกอย่างสงบจึงได้กลับมาทำสวนทำไร่ที่บ้าน แต่แล้วกองทัพพม่าก็ยิงปืนใหญ่และทิ้งระเบิดเข้าใส่เดมอโซกับลอยก่อ ทุกคนจึงต้องกระเจิดกระเจิงออกมาด้วยความหวาดกลัว แบกเอาข้าวสารและของใช้จำเป็นมาหลบซ่อนอยู่ในป่า ซึ่งก็หลบไม่พ้น เพราะพวกทหารลาดตระเวนมาเจอเข้าและสั่งให้กลับไป 

ทหารพม่าขู่ว่า ถ้าหากชาวบ้านไม่กลับไปอยู่ที่บ้านเหมือนเป็นปกติสุขแล้วละก็ บ้านและหมู่บ้านนั้นจะถูกเผาทิ้งเสีย “ด้วยความกลัว เราไม่มีทางเลือกอื่น จึงต้องยอมตามเขากลับไป” แต่การกลับไปนั้นหมายถึงการถูกบังคับไปเป็นลูกหาบด้วย พวกเขาถูกสั่งแบกเสบียงและกระสุนให้กับกองทัพพม่าที่เข้ามารุกรานแผ่นดินของเรา เมื่อสบโอกาส พวกเขาจึงหนีออกมาอีกครั้ง และคราวนี้ไม่มีการหลบซ่อนอยู่ใกล้ ๆ บ้านอีกต่อไป 

พวกเขามุ่งมายังชายแดน ปีนป่ายข้ามภูเขาสูง หาเส้นทางที่ปกติคนไม่เดินกันเพื่อหลบเลี่ยงทหารพม่าและการปะทะกันซึ่งมีเป็นจุด ๆ เมื่อมาถึง เด็ก ๆ ก็เริ่มล้มป่วยเพราะน้ำดื่มจากลำห้วยขุ่นจากฝน และข้าวสารที่ติดตัวมาหมดไปสองวันแล้ว

ฉันรู้ว่าพวกเขาไม่ได้ต้องการจะจากบ้านและชุมชนอันงดงามนั้น แต่มันไม่มีทางเลือกอื่นเหลืออยู่ พวกเขาไม่ได้บอกฉันหรอกว่าตัวเองรู้สึกอย่างไร และไม่มีใครใช้คำว่า “คิดถึงบ้าน” แต่ฉันก็อ่านจากสีหน้าได้ว่า ความคิดถึงบ้าน ญาติพี่น้อง เพื่อน และโรงเรียนของตนมันรุนแรงขนาดไหน ที่น่าเจ็บปวดที่สุดก็คือ หลายคนที่อยากกลับบ้านนั้น ไม่เหลือบ้านจะให้กลับแล้ว มันถูกทหารพม่าเผาจนสิ้นซากไปแล้ว ถึงกระนั้น สิ่งที่ชาวบ้านทั้งหลายบอกฉันก็คือ ณ ขณะนี้ “ชีวิต” ของเขาและครอบครัว คือสิ่งสำคัญที่สุดจะต้องคิดถึงและรักษาไว้ 

ที่เดมอโซ ลุงป้าและพี่น้องเหล่านี้ได้ทิ้งเกือบทุกสิ่งที่มีไว้ ข้าวสาร บ้าน ผืนดินที่ทำกิน หมู ไก่ วัวควาย มีคนบอกฉันว่า เขายังมีปู่แก่ ๆ อยู่ที่บ้านหลังนั้นอีกด้วย เพราะแกไม่สามารถจะเดินทางหลบหนีมาบนเส้นทางที่ยากลำบากได้ไกลขนาดนี้ และไม่อยากจะทิ้งบ้านของตนไปไหน แกอยู่ในความดูแลของคนหนุ่มที่แข็งแรงและนักต่อสู้ทั้งหลายที่ยังคงอยู่ต้านทานทหารพม่า เพื่อให้ทหารไม่สามารถติดตามพวกเรามาได้ทัน 

ฉันมองไปรอบ ๆ สถานที่พักพิงสำหรับผู้พลัดถิ่น ที่ซึ่งครอบครัวฉันเองก็กำลังจะเดินทางมาสมทบด้วยเช่นกัน มันไม่ห่างจากชายแดนไทยก็จริง แต่ในวันหนึ่งก็อาจจะไม่ปลอดภัยอีกต่อไปแล้วก็เป็นได้ ชาวบ้านแต่ละคนสวมใส่เสื้อผ้าที่ได้รับบริจาค ซึ่งก็อาจจะยังอบอุ่นไม่พอ เพราะในฤดูฝนบนดอยสูงแบบนี้อากาศหนาวมาก พื้นที่นี้ค่อนข้างคับแคบและไม่มีแหล่งน้ำ ไม่มีผ้าใบที่จะกางบังฝนเพียงพอสำหรับทุกคน คนส่วนหนึ่งอาศัยอยู่ในโรงเรียนซึ่งกันฝนสาดจากด้านข้างไม่ได้ พวกเขายังขาดแคลนหลายสิ่ง อย่างเช่น หม้อไห มีด ช้อน ฯลฯ ที่สำคัญคือ ที่นี่ไม่มีห้องน้ำและเครื่องกรองน้ำเพียงพอสำหรับคนที่เข้ามาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ สภาพรอบ ๆ ไม่สะอาดนัก และคงจะไม่สามารถพูดได้เลยว่าที่นี่มีอากาศบริสุทธิ์ให้หายใจ

เมื่อฉันถามชาวบ้านถึงความต้องการเร่งด่วนของเขาในขณะนี้ เขากลับบอกว่า “เราต้องการให้ทหารพม่าหยุดการเข่นฆ่า หยุดการสู้รบ หยุดการทิ้งระเบิดและยิงปืนใหญ่ทั้งหมด” และหากวันหนึ่ง “รัฐบาลไทยกับประชาชนไทยจะอนุญาตให้เราเข้ามาลี้ภัยในประเทศไทย เราก็คงจะขอเข้ามา และขอให้นานาชาติได้ให้ความช่วยเหลือแก่เราด้วย” 

ใครจะอยากมาเป็นคนอพยพเร่ร่อนต้องพึ่งพาของบริจาค และอยู่ในค่ายพักที่ไม่มีความเป็นส่วนตัวและอิสระ แต่มันมีทางเลือกอะไรอยู่อีกบ้าง บ้านและที่ทำกินหลายหมู่บ้านถูกวางกับระเบิดไว้รอบ ๆ แล้ว ฉันยังไม่รู้เลยว่าอนาคตเราจะทำอย่างไร เราแต่ละคนเพียงอยากจะอยู่ในบ้านเมืองที่มีความยุติธรรม สันติ อิสระเสรีกับครอบครัวของเรา บนผืนแผ่นดินของบรรพบุรุษเรา และให้เด็ก ๆ ของเราได้ไปเรียนหนังสือได้อย่างมีความสุขเท่านั้น

ครอบครัวของฉันกำลังเดินทางมา ฉันได้แต่อธิษฐานให้พวกเขาปลอดภัยตลอดเส้นทาง 

บทความพิเศษ โดย มอ

30 มิ.ย. 2564

** ภาพประกอบโดยคนกะเรนนี 

Related